เกาหลีกลายเป็น"แซนวิช"จะดิ้นสู้จีนและญี่ปุ่นอย่างไร?

9 เมษายน พ.ศ. 2550 00:00:00

ตั้งวงคุยกับนักคิดนักเขียนเกาหลีใต้ที่กรุงโซล เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา สิ่งแรกที่ได้รับรู้คือการที่เขาเผชิญกับความเห็นจริงที่ว่าเศรษฐกิจของ "สิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่าเกาหลีใต้" นั้น กำลังประสบกับการท้าทายอันใหญ่หลวง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ครบสิบปีหลัง "วิกฤติกิมจิ" (ที่เคียงคู่กับ "วิกฤติต้มยำกุ้ง") เกาหลีใต้บอกว่า ตัวเองกำลังกลายเป็น "แซนวิช" ที่จีน และญี่ปุ่นบีบทั้งจากด้านซ้ายและขวา จำเป็นอย่างยิ่งที่ตนจะต้องหาทาง "ฝ่าวงล้อม" แห่งสถานภาพใหม่ที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักหน่วงยิ่ง

ที่ปรึกษาของรัฐบาลเกาหลีที่ศึกษาเรื่องนี้คนหนึ่งบอกผมว่า จำเป็นที่จะต้องมีการกำหนด "พิมพ์เขียวใหม่" สำหรับประเทศของเขา เพราะนี่คือจังหวะที่จะตัดสินว่า เกาหลีใต้จะกระโดดเข้าร่วมวงศ์ไพบูลย์เป็นหนึ่งในชาติแนวหน้าทางเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า หรือจะเป็นเพียงแค่ "ประเทศชั้นสอง" ของโลก?

เขายอมรับว่ากระบวนทัศน์ หรือ paradigm ของเกาหลีใต้เดิมที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียวนั้นไม่อาจจะสนองตอบต่อการท้าทายต่อเกาหลีใต้ในอนาคตได้อีกแล้ว

ตอนยากจนนั้น การจะก้าวข้ามมาเป็นประเทศพัฒนาต้องเน้นเรื่องอัตราโตทางเศรษฐกิจ

แต่เมื่อร่ำรวยมาเป็นเศรษฐกิจอันดับสามของเอเชีย (ตามหลังญี่ปุ่นและจีน) แล้ว เกาหลีใต้ต้องยอมรับว่ามีปัญหาใหญ่ๆ สามข้อนั่นคือ

1.อัตราโตทางเศรษฐกิจไม่อาจจะต่อเนื่องเหมือนเดิมได้

2.ปัญหาสังคมใหม่อันเกิดจาก "ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน" เป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องแก้ไขอย่างรีบด่วนและจริงจัง...มิใช่เพียงแค่การรับปากลมๆ แล้งๆ จากนักการเมือง

3.การแข่งขันอย่างดุเดือดรุนแรงที่มาจากประเทศเศรษฐกิจใหม่ๆ ทั้งหลายที่คอยท้าชิงตำแหน่งแชมป์เบอร์สามของเกาหลีใต้

4.ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน...ผสมกับประชากรที่มีอายุมากขึ้นในอัตราที่รวดเร็วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

นักวิชาการเกาหลีอีกคนหนึ่งแทรกความเห็นเข้ามาว่า นี่คือปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้นำ และสังคมเกาหลีต้องปรับแนวทางของความคิดและทิศทางแห่งการวิเคราะห์

"พูดง่ายๆ ก็คือเพียงแค่ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้โตให้ได้ตามเป้านั้นไม่อาจจะแก้ปัญหาสังคมและการเมืองต่างๆ ที่โผล่ขึ้นมาพร้อมๆ กันได้..." บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เกาหลีใต้บอกด้วยน้ำเสียงของคนที่ติดตามข่าวสารทุกด้านของประเทศอย่างใกล้ชิด

ทางออกคืออะไร?

ผมจับประเด็นได้ว่า เขากำลังเขียนแผนวิสัยทัศน์สำหรับอีก 10 ปีข้างหน้า (ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไป ใครจะมาเป็นรัฐบาลและปัจจัยต่างๆ จะแปรเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม) ด้วยการตอกย้ำ

1.การโตอย่างมีระบบและยั่งยืน โดยเน้นที่ "ฐาน" ประชาชนต้องกว้างขึ้นอย่างที่เขาเรียกว่า broad-base growth paradigm อันหมายถึงการเอาเศรษฐกิจและสังคมมาผสมกันให้ได้สัดส่วนที่เหมาะควร

2.ใช้ศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจของประเทศให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด โดยพุ่งเป้าของการแก้ปัญหาไปที่คุณภาพชีวิตของคนในสังคมต้องดีขึ้นพร้อมๆ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

3.ต้องเน้นการ "ปฏิรูป" ทุกด้านที่กล้าหาญและคึกคัก ซึ่งแปลว่าจะต้องลงทุนทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน ก็คือการสร้างทรัพยากรมนุษย์

ครบรอบ 10 ปีของวิกฤติต้มยำกุ้ง นักคิดนักวิเคราะห์เกาหลีใต้หลายคนบอกว่า ต้องขอบใจที่เกิดหายนะต่อสังคมเกาหลีใต้ในตอนนั้น เพราะนั่นคือจุดผันแปรที่ทำให้ทั้งประเทศต้องลุกขึ้นมาปรับตัวอย่างกว้างขวางและรุนแรง สลัดทิ้งนิสัยเห็นแก่ได้ และทำอะไรเกินตัวมาวิเคราะห์จุดอ่อนของประเทศและผู้คนโดยไม่พยายามจะหลบเลี่ยงปัญหาและจุดอ่อนของตัวเอง

"แต่วันนี้ เรามาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น..เพราะยังมีอีกหลายด้านทางอุตสาหกรรม (รวมทั้งอุตสาหกรรมด้านบริการ) ที่ยังได้รับการ "ปกป้องเป็นพิเศษ" จากรัฐบาล"

เมื่อมีการ "คุ้มครอง" เป็นพิเศษ (ซึ่งฟังดูดีในสายตาของแนวทาง "ชาตินิยม") ก็เท่ากับการปฏิเสธที่จะสร้าง "ภูมิต้านทาน" ให้กับตนเองเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น

พอต้องเผชิญกับการแข่งขันและท้าทายจากคนอื่นที่คล่องแคล่วและเปรียวกว่า คนทั้งประเทศก็จะไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้และรับการท้าทายเช่นนั้นได้

พรุ่งนี้...ผมตั้งคำถามว่า สิบปีหลัง "วิกฤติต้มยำกุ้ง" ไทยเราแข็งแกร่งพร้อมจะรับการท้าทายจากแรงกดดันภายในและภายนอกแค่ไหน?






ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :