| "ปืนกล" ยิง "หมาบ้า" -ลูกหลงคือประชาชน 9 เมษายน พ.ศ. 2550 00:03:00 วาทะอันดุเดือดและร้อนแรงของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและผู้ช่วยเลขานุการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติในแต่ละครั้ง กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เช่น เว้นโทษประหารให้แล้ว, บางครั้งอาจต้องใช้ปืนกลยิงหมาบ้า ฯลฯ สะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นอย่างถึงที่สุดของนายทหารคนสำคัญของกองทัพที่เป็นแกนหลักในการนำกำลังทหารสนับสนุนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2549 ที่เวลาผ่านมากว่า 6 เดือนแล้ว ยังไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมาย 4 ข้อของการรัฐประหารได้ แม้ว่าถ้อยคำโดยรวมของ พล.อ.สพรั่ง จะมีการขยายความถึงความจำเป็นในการเตรียมใช้อำนาจเด็ดขาดจัดการกับกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลและคมช.ที่พยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรงเพื่อให้บ้านเมืองอยู่ในความไม่สงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลัง กลุ่มเหล่านี้ได้เหิมเกริมไปถึงขั้นล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาขอถอดถอนประธานคณะองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในข้อหาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะตำแหน่งประธานองคมนตรีได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ พล.อ.สพรั่ง พึงระวังความรู้สึกโดยทั่วไปของประชาชน ที่ไม่ได้คลั่งไคล้หรือฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างไร้เหตุผล แม้ว่าในช่วงแรกของการรัฐประหารได้แสดงออกถึงการสนับสนุนเพื่อให้บ้านเมืองผ่านพ้นจากวิกฤติร้ายแรงที่ประชาชน 2 ฝ่ายปะทะกันถึงขั้นนองเลือด แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นดีเห็นงามกับการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดของทหารตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อำนาจและวาจาข่มขู่การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่มีทั้งแสดงออกโดยบริสุทธิ์กับแสดงออกอย่างมีเบื้องหลัง แม้ว่าบุคลิกของ พล.อ.สพรั่ง คือนายทหารนักรบขนานแท้อาจจะเหมาะสมในสถานการณ์วิกฤติช่วงก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ต้องการความเด็ดขาด แต่ครั้งนี้ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ประเทศไทยกำหนดปฏิทินการเมืองไว้ชัดเจนในอีกประมาณ 8-9 เดือนข้างหน้า หลังจากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะนำไปสู่การเลือกตั้งในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ที่อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย อำนาจการปกครองและบริหารบ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตย จึงหาใช่เป็นของนายทหารที่ถืออาวุธยึดอำนาจดังกล่าวไว้ชั่วคราวแต่อย่างใด แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่พวกอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และไม่ได้เห็นด้วยกับการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งหมด จำใจยินยอมให้ระบอบประชาธิปไตย "เว้นวรรค" เพื่อปล่อยให้ "อำนาจพิเศษ" จากการรัฐประหารและผู้หวังดีต่อบ้านเมืองเข้ามาออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ จัดบ้านจัดเมืองใหม่ให้กลับไปสู่ครรลองระบอบประชาธิปไตยโดยเนื้อหา ไม่ใช่โดยรูปแบบหลอกๆ ภายใต้รัฐบาลเผด็จการพลเรือนของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ใช้เงินซื้อเสียงเอาชนะการเลือกตั้งและเบ็ดเสร็จอำนาจเพื่อผลประโยชน์พวกพ้อง แต่ในปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่กำลังอยู่ในสภาพหวาดวิตกกับอนาคตของบ้านเมืองที่กำลังย้อนกลับไปถึงทางตันเช่นเดียวกับช่วงต้นปี-กลางปี 2549 จนทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจของประเทศทรุดลงอย่างรุนแรง ยิ่งนายทหารนักรบอย่าง พล.อ.สพรั่ง แสดงออกด้วยวาจาดุดันและเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อใน "อำนาจ" จากปากกระบอกปืนมากกว่าเชื่อมั่นว่ากระบวนการประชาธิปไตยจะสามารถวางระเบียบบ้านเมืองให้กลับไปสู่ความสมานฉันท์สันติสุข ความแตกต่างทางความคิดของสังคมประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งผิดและไม่สมควรอย่างยิ่งจะใช้ "อำนาจจากปากกระบอกปืน" เข้ากำจัดฝ่ายตรงกันข้ามให้สิ้นซาก การเปรียบเปรยว่า "บางครั้งอาจต้องใช้ปืนใหญ่ยิงหมาตัวหนึ่ง.....เพื่อไม่ให้หมาบ้าไปกัดคนอื่น..." อาจจะถูกต้องในยามสงครามที่ต้องกำจัดศัตรูโดยปราศจากความปรานี เพราะไม่มีอาวุธอื่นใดในสนามรบนอกจาก "ปืน" แต่สถานการณ์ประเทศไทยในขณะนี้ กำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมการเปลี่ยนถ่ายจากรัฐบาลชุดรัฐประหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปลายปีนี้
จึงพึงระวังอย่างยิ่งไม่ให้ลูกหลงจากปืนใหญ่ที่ไล่ยิงหมาบ้า จะพลัดหลงไปถูกประชาชนที่บริสุทธิ์ไม่ได้ฝักใฝ่และเกี่ยวข้องกับกลุ่มแอบแฝงใดๆ
จึงสมควรอย่างยิ่งที่ พล.อ.สพรั่ง และ คมช.จะต้องเปิดใจกว้าง อดทนต่อเสียงวิจารณ์
ออกมาตอบโต้แก้ข้อกล่าวหาด้วยความโปร่งใสของข้อเท็จจริง แล้วใช้สติในการจัดการปัญหาดังกล่าวที่บ้านเมืองยังมี
"เครื่องมือ" ตามกฎหมายหมิ่นประมาทใส่ความ กฎหมายอาญา ฯลฯ ซึ่งยังสามารถกำราบไม่ให้กลุ่มต่างๆ
เคลื่อนไหวเกินขอบเขต จนกระทบสิทธิส่วนบุคคลและความมั่นคงของชาติได้ ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : |